Skip to navigation | Skip to content

วิธีดำเนินชีวิตแบบเบาสบาย

โดย บริจโมฮัน

บริจโมฮันมองความแตกต่างระหว่างร่างกายและ ดวงวิญญาณอย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้น

จิตใจที่หนักหน่วงอาจจะมีช่วงเวลาของความสุขสันต์สั้นๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถจะมีประสบการณ์ของความสุขที่แท้จริงได้ การอยู่อย่างเบาสบายเสมอเป็นกุญแจสู่ความสุข ในสภาวะของทุกวันนี้ ความสามารถที่จะนำพาตนเองและทุกสิ่งรอบตัวเราอย่างง่ายๆ และเบาสบายนั้น บางทีอาจจะเป็นความสามารถอันดับหนึ่งที่จะต้องมีการสร้างสม มีความจำเป็นอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาพลังภายในที่จะทำให้สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้น

เป็นที่เข้าใจอย่างกว้างขวางว่าสภาวะของจิตใจผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับทัศนคติของเขาที่มีต่อผู้คนและสิ่งของวัตถุ และกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขา มีคำพูดที่เป็นที่รู้จักกันว่า ท่านไม่สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ได้ แต่ท่านสามารถเปลี่ยนทัศนคติของท่านที่มีต่อเหตุการณ์เหล่านั้น แต่กระนั้นเมื่อสถานการณ์จริงเกิดขึ้น การเปลี่ยนทัศนคตินั้นเป็นเรื่องยาก เพราะแนวความคิดในจิตใจนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว

ทัศนคติถูกกำหนดจากความภาคภูมิและอคติ ความปรารถนาและความใฝ่ฝัน การจัดลำดับความสำคัญและความชอบ ความต้องการและการบีบบังคับ ในมุมกลับ สิ่งเหล่านี้ตกภายใต้อิทธิพลของนิสัยและการเสพติด การเรียนรู้และการพึ่งพิง ความเชื่อและมุมมอง การบ่นพึมพำและความฝัน และปัจจัยอื่นๆ และดังนั้นการกำหนดบางสิ่งไว้ก่อนล่วงหน้า Pre-dispositions จึงก่อให้เกิดแรงดึงดูดและแรงผลักของจิตใจบางอย่าง ซึ่งกำหนดการตอบสนองและปฎิกิริยาตอบโต้ต่อสถานการณ์ภายนอก เหตุนั้นเองทัศนคติต่อเหตุการณ์เดียวกันจึงแตกต่างจากบุคคลหนึ่งสู่อีกบุคคลหนึ่ง แบบอย่างใหม่ๆนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะทำลายรูปแบบเก่าๆ ที่จิตใจสร้างขึ้น และสร้างศักยภาพภายในที่จะสามารถดูแลทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนทางของเราได้โดยอัตโนมัติ

การเปลี่ยนทัศนคติพื้นฐานแรกสำหรับการอยู่อย่าง เบาสบายเสมอ คือการตกลงใจอย่างมั่นคงที่จะทำเช่นนั้น เราคิดเช่นไร เราก็จะเป็นเช่นนั้น คำว่า “light” ในแง่ของจิตวิญญาณนั้น ยังหมายถึงการรู้แจ้ง ที่ขับไล่ความมืดภายในของความไม่รู้ ภาพลวงตา ความสงสัย และความสับสน สิ่งนี้ทำให้เราสามารถที่จะมองเห็นภาพสิ่งต่างๆ ได้ในรูปที่แท้จริงของสิ่งเหล่านั้น และผลลัพธ์ก็คือ ความหลอกลวงจะถูกขจัดทิ้ง ความเชื่อมั่นและความกระจ่างเปลี่ยนสภาพของความกลัวและความกังวล ให้กลายเป็นสภาพของความสุขและความร่าเริง จากสิ่งนี้จะติดตามมาด้วยการเปลี่ยนทัศนคติที่สอง นั่นคือการคิดว่า ชีวิตคือการเฉลิมฉลองไม่ใช่การต่อสู่ดิ้นรน กระเสือกกระสนหรืออยู่ภาวะในสงคราม การแลกเปลี่ยนคำอวยพรและความปรารถนาดีในการเฉลิมฉลองนั้น จะเป็นแหล่งของความสุขและร่าเริ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอ เช่นเดียวกัน, การเป็นผู้ปรารถนาดีต่อทุกคน คือวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ชีวิตของเราเป็นการเฉลิมฉลอง

รากเหง้าของทัศนคติของเรานั้นคงอยู่ในระบบความเชื่อของเรา รอยตำหนิพื้นฐานร่วมกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระบบความเชื่อของทุกวันนี้ คือสำนึกที่เป็นร่าง ได้แก่ การคิดว่าตนเองนั้นเป็นร่างกายที่ตาย แทนที่จะเป็นชีวิตที่เป็นอมตะ ซึ่งเรียกว่า ดวงวิญญาณซึ่งเป็นเราอย่างแท้จริง วิกฤติของเอกลักษณ์นี้เป็นแม่ของวิกฤติอื่นๆ ทั้งหมด ตัวเราที่คงอยู่ตลอดไป หรือดวงวิญญาณนั้นเป็นชีวิตที่มีความรู้สึก จุดแห่งแสงที่ไม่สูญสลาย  คุณสมบัติดั้งเดิมภายในของเรา คือความรัก ความสงบ ความสุข และความปิติ ตราบเท่าที่เรานั้นคงอยู่อย่างมั่นคงอยู่ในสภาพของสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณ และใช้ร่างกายของเราอย่างเป็นเครื่องมือ เราจะอยู่อย่างเบาสบาย เพราะ อันดับแรก การคงอยู่ที่แท้จริงของเราคือชีวิตซึ่งเป็นแสงที่มีความรู้สึก และสิ่งที่สอง ความคิด คำพูดและการกระทำของเรานั้นจะเป็นไปในทางเดียวกันกับคุณสมบัติภายในของตัวเรา

เป็นเพราะร่างกายนั้นทำขึ้นจากวัตถุธาตุ ร่างกายและอวัยวะประสาทสัมผัสจึงให้ได้แต่ความสุขจากการใช้ประสาทสัมผัสเท่านั้น ซึ่งเป็นความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ และขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก สำนึกที่เป็นร่างนำไปสู่การนำคุณค่าที่เป็นวัตถุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจมาใช้ ทำลายความบริสุทธิ์ดั้งเดิมของคุณสมบัติภายในของเราเอง และในความเป็นจริงเป็นการทำลายทั้งกระบวนการคิด ผลลัพธ์ก็คือ ความอิฉฉาริษยา ความเกลียดชัง ความโกรธและรูปแบบอื่นๆ ของความไม่ดีจะนำไปสู่ความคิดที่ไม่มีศิลธรรมจรรยา และการกระทำที่ผิดๆ ความไม่ดีนั้นก็จะสร้างความคิดที่ไร้ประโยชน์ และเพิ่มจำนวน และอัตราเร็วความความคิดของเรา สิ่งนี้เจือจางคุณภาพของความคิด และผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ คุณภาพชีวิต ความคิดที่ไร้ประโยชน์จะสร้างทัศนคติที่เป็นโรคภัย เช่นความสงสัย ความหวาดหวั่น ความกลัว ฯลฯ และนำเอาความสนุก และความจริงจังกระตือรือร้นในชีวิตทั้งมวลไป ผลนี้ก่อให้เกิดความซึมเศร้าเบื่อหน่าย และความเกียจคร้าน ด้วยวิธีนี้ สิ่งที่เป็นลบจึงทำให้จิตใจอ่อนกำลัง และง่ายที่จะตกภายใต้อิทธิพลของสิ่งภายนอก

การตระหนักรู้จักตนเองหรือสำนึกเป็นดวงวิญญาณในอีกด้านหนึ่งจะนำสัจจะ ที่ว่าคุณสมบัติดั้งเดิมของดวงวิญญาณของ ความรัก ความสงบ ความสุข และความปิติ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นไปในทางวัตถุนั้นกลับคืนมา เช่นเดียวกันกับที่ดวงวิญญาณเองนั้นไม่ใช่วัตถุ แม้กระทั่งร่องรอยของความเป็นลบ หรือการบิดเบือน เช่นความหลงทะนงตน ความโกรธ ความเกลียดชัง ความอิฉฉาริษยาหรือความเครียด ซึ่งเกิดขึ้นจากกิเลสเหล่านั้น โดยธรรมชาติแล้วก็ไม่ได้เป็นไปในทางวัตถุ และดังนั้นการกระทำที่ถูกต้องที่จำเป็นในประเด็นนี้ก็จะต้องเกิดขึ้นในระดับของความเชื่อพื้นฐานของเรา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเดินทางภายใน เพื่อที่จะเป็นสุขกับการเดินทางภายนอกที่มีความสุขในชีวิตนี้และหลังจากนั้น

การตระหนักรู้จักตนเองทำให้เราสามารถปล่อยวางจากอดีตได้อย่างง่ายดาย แทนการเสียใจภายหลัง กลับทำให้เราสามารถที่จะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากความผิดพลาดในอดีต และเพิ่มพลังของความอดทนอดกลั่นของเราขึ้น เมื่อเราเริ่มเรียนรู้จากความผิดพลาด ความหมายของการพูดว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดีที่สุด ก็จะเป็นสิ่งที่ชัดเจน จะไม่มีการความผิดนั้นซ้ำ ความใส่ใจก็จะช่วยหลีกเลี่ยงความตึงเครียด การลดความคิดที่ไร้ประโยชน์ลงก็จะพัฒนาคุณภาพความคิดขึ้น

พลังใจนั้นคือสิ่งที่รวมกันของพลังภายในทั้งหมดของเรา เช่น ความอดทน การแยกแยะ การตัดสิน สมาธิ และความร่วมมือ พลังใจของผู้คนที่มีการเก็บสะสมพลังภายในที่ดีนั้นก็จะมีชัยชนะเสมอ ดังนั้น จึงมีคำพูดที่ว่า ที่ใดมีความตั้งใจที่นั่นก็จะมีวิธีการ พลังใจที่เข้มแข็งทำให้เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ของความล้มเหลวที่อาจจะเกิดขึ้นให้กลายเป็นความสำเร็จ - เช่นที่ในเกมคริกเก็ท ผู้ตีที่ดีก็จะเปลี่ยนลูกบอลที่ดูอันตรายให้กลายเป็นผู้เล่นที่ 4 หรือ 6 โดยเพียงการกระทบกับไม้ตีของเขา พลังใจที่เข้มแข็งไม่เพียงแต่จะปกป้องเราจากอิทธิพลภายนอกที่ปั่นป่วนเท่านั้น แต่ยังให้พลังกับเราที่จะสอดแทรกอิทธิพลไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก มากในวิธีการเดียวกันกับที่เมล็ดดอกกุหลาบทำให้เกิดดอกกุหลาบที่มีกลิ่นหอม แม้กระทั่งจากกองขยะที่มีกลิ่นเหม็น ความจริงจังกระตือรือร้นเป็นผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติของความสำเร็จและในแง่หนึ่งก็ได้กลายเป็นพลังจูงใจสำหรับความสำเร็จต่อไป การเคลื่อนจากความสำเร็จหนึ่งสู่ความสำเร็จอื่น จะทำให้เรานั้นอยู่ใน spirit ที่ดีเสมอ นี่เป็นสูตรที่จะคงอยู่อย่างเบาสบาย และมีความสุข ในทุกเงื่อนไขและสถานการณ์

จะเพิ่มพูนพลังใจได้อย่างไร ไม่ใช่พลังที่เป็นวัตถุที่จะต้องได้มาโดยวิธีที่เป็นวัตถุใดๆ ความคิดที่ไร้ประโยชน์และเป็นลบจะต้องถูกขจัดออกไป เพื่อที่จะเพิ่มพลังใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น เมื่อพลังใจนั้นอ่อนแอลง ในขณะที่จะต้องใช้พลังใจที่เข้มแข็งเพื่อทำลายสิ่งเหล่านั้น ดังนั้น จะจัดการกับสิ่งนั้นได้อย่างไร? เช่นที่ความเป็นลบลดพลังใจลง การคิดในเชิงบวกก็จะสร้างพลังใจขึ้น การสร้างสมคุณธรรม เช่น ความถ่อมตน ความพอใจ การละวาง และความกรุณา วิถีชีวิตที่เรียบง่าย มิตรที่ดี ความบริสุทธิ์ของอาหาร และการกลายเป็นผู้ปรารถนาดีต่อทุกคน จะช่วยให้เราทำเช่นนั้นได้

บริจโมฮัน เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Putity และ เป็นเลขาธิการของ มูลนิธิวิจัยด้านการศึกษาราชาโยคะ

ขออภัย กำลังดำเนินการ